581 คำ
3 นาที
เมื่อ AI Assistant อยากรู้จักเรามากขึ้น : ตอนที่ 4 — Zone of Genius
สารบัญ

ที่มาของตอนนี้#

ตอนที่แล้ว Wealth Dynamics ยืนยันว่าผมเป็น Lord ตามทฤษฎี — แต่ก็เผยปัญหาว่า ในชีวิตจริงผมไม่ค่อยได้นั่งในที่ Lord สักที เพราะหา supporter ที่ทำได้ระดับที่ผมยอมรับไม่เจอ

ผมบ่นกับ bot ว่า — “DISC + WD ก็บอกตรงกันว่าควร delegate. แต่ delegate ไม่ได้สักทีว่ะ”

bot เลยเสนอ — “ลอง Zone of Genius ดูไหม. มันไม่ใช่ framework แบ่ง personality หรือ wealth profile แบบเดิม แต่เป็นเรื่อง ‘ระดับฝีมือ’ กับงานที่ทำอยู่ น่าจะอธิบายได้ว่าทำไมทน supporter ระดับ average ไม่ไหว”

อันนี้เป็นเทสที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย — ลองดูเพราะปัญหาคาอยู่นานแล้ว

เลยกลายเป็นที่มาของตอนที่ 4 ครับ

Zone of Genius คืออะไร#

Zone of Genius เป็น framework ของ Gay Hendricks psychologist ชาวอเมริกัน เขียนไว้ในหนังสือ The Big Leap (2009)

หลักการคือ คนเราใช้เวลาในชีวิตทำงานอยู่ใน 4 zones แตกต่างกัน:

  • Zone of Incompetence — งานที่เรา struggle กว่าคนทั่วไป
  • Zone of Competence — งานที่ทำได้พอใช้ ระดับเดียวกับ average
  • Zone of Excellence — ทำได้ ดีมาก คนพึ่งพา รายได้ดี — แต่นี่คือกับดัก
  • Zone of Genius — งานที่ “เกิดมาเพื่อทำ” ทำแล้วรู้สึก flow / play / ลื่น ผลออกมาดีกว่า zone อื่น

Zones ล่างของ framework — Incompetence (ปลาเล็กร้องไห้น้ำตาไหล "ทำไม่ได้") + Competence (ปลากลางตาเหม่อ ปากตก "ทำได้แต่ไม่ excited")

Zones บนของ framework — Excellence (ปลาตัวใหญ่ ego ทะนงตัว แต่ติดโซ่ + ลูกเหล็ก "เก่งแต่ติดกับ") + Genius (ปลาปีก leap ลอยกลางแสง "free joy")

จุด counter-intuitive ที่สุดคือ — Zone of Excellence ไม่ใช่จุดหมาย มันคือกับดัก

เพราะคนส่วนใหญ่เก่ง Zone of Excellence จนคนรอบข้างพึ่งพา ตัวเองก็รู้สึก needed มี ego ตอบสนอง รายได้ก็ดี — เลยติดอยู่ที่นั่นทั้งชีวิต ไม่เคยข้ามไปทำ Genius ทั้งที่จริงๆแล้วคุ้มกว่าและเหนื่อยน้อยกว่าด้วยซ้ำ

Hendricks มี rule แม่นๆใช้แยก Excellence จาก Genius ที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้:

ถ้ารู้สึกเป็น “Hard Work” = Excellence. ถ้ารู้สึกเป็น “Play / Flow” = Genius

จุดที่ Zone of Genius ต่างจาก Wealth Dynamics ชัดๆคือ — WD บอก profile ที่ “เหมาะกับเรา” ในทฤษฎี. ZoG บอก ระดับฝีมือเทียบกับงานที่เราทำอยู่จริงตอนนี้ คนละ layer กันเลย ใช้คู่กันได้ ไม่ทับ

ปล. The Big Leap ขายดีในวงการ business coaching แต่ก็เป็น framework สาย practical เหมือน MBTI กับ WD ครับ ไม่มี peer-reviewed validity แต่ใช้คุยกันรู้เรื่อง

ผมไป map ตัวเองออกมาเป็น Operation Expert ที่ติดอยู่ใน Zone of Excellence

เห็นในชีวิตจริงยังไง#

ก่อนนั่งคุยกับ bot ผมไม่เคยคิดเลยว่า “งานที่ทำเก่งสุด” กับ “งานที่ทำแล้วรู้สึกดีสุด” มันคนละอันกัน — คิดว่ามันคืออันเดียวกันมาตลอด พอเอา rule ของ Hendricks มาทาบ 3 จุดลงในชีวิตจริง ผมก็เออ ตรงเลยว่ะ

1. Zone of Excellence ของผม = Operation — HR, accounting, IT support, debugging ระบบ คือสิ่งที่ผมทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปพอสมควร คนรอบข้างขาดผมไม่ได้ ผมเองก็รู้สึกเก่ง รายได้ก็มาจากที่นี่. แต่ทุกครั้งที่เสร็จงาน operation พลังงาน (energy) หมดเกลี้ยง — ไม่ใช่งานที่อยู่ทั้งวันแล้วยังรู้สึกเล่นได้

2. Zone of Genius ของผม = System Design / Architecting — เวลานั่งวางระบบ ออกแบบ workflow คิดโครงสร้างองค์กร — ผมทำได้ทั้งวันโดย energy ไม่ลด รู้สึกเหมือนเล่นมากกว่าทำงาน. ตรงข้ามกับ Excellence ที่เสร็จแล้วพลังงานหมด — งานในโซนนี้ทำเสร็จกลับมีพลังเหลือไปทำเรื่องอื่นต่อด้วยซ้ำ

3. The Trap rule แม่นมาก — ผมลองทดสอบกับงานในสัปดาห์นั้นทันที. งานที่รู้สึก “เร่งด่วน เครียด แต่ทำได้ดี” → Excellence ทุกอัน. งานที่รู้สึก “ลื่น คิดเพลิน ๆ” → Genius ทุกอัน. แม่นจนน่ากลัวครับ ใช้แยกของ delegate กับของเก็บไว้เองได้ทันที

สิ่งที่เปลี่ยน หลังรู้ว่าเป็น Operation Expert#

อันนี้คือ insight ที่ปลด knot ในชีวิตที่ค้างมาหลายปี

bot โยน punchline กลับมาประโยคเดียว — “ออกแบบเกม ไม่ต้องลงไปเล่นเอง”

ความหมายคือ Genius zone ของผม = สร้าง system ที่คนอื่นเล่นได้ ไม่ใช่ลงไปเล่นเอง. แต่ที่ผ่านมาผมทำสองอย่างพร้อมกัน — ทั้งออกแบบเกม + ลงไปเล่นเอง — เลยเหนื่อยทั้งคู่

แล้ว bot ก็ขยายต่อ — “ปัญหาไม่ใช่หา supporter ที่เก่งเท่าเราไม่ได้. ปัญหาคือเรายังไม่ยอมรับ supporter ที่ทำได้น้อยกว่า”

ฟังครั้งแรกหงุดหงิดครับ เพราะมันเหมือนบอกว่า “ก็ยอมรับของเก่งน้อยลงสิ” ซึ่งฟังดูง่ายเกิน. ตามตรงเลยนะครับ ผมไม่ “ยอมรับ” ตรง ๆ หรอก — โดยเฉพาะกับ B-Player ที่หลงคิดว่าตัวเองเป็น A หรือ S พวกนี้ปวดหัวสุด ๆ ครับ. กลับกัน ผมไม่ค่อยมีปัญหากับ C-Player ด้วยซ้ำ เพราะปกติ ego ก็น้อยอยู่แล้ว คุยกันรู้เรื่อง

วิธีที่ผมเปลี่ยนจริง ๆ จึงไม่ใช่ “ยอมรับของเก่งน้อยลง” — แต่เป็น:

สร้าง A-System ขึ้นมา ให้ C-Player เอาไปรัน แล้วผลลัพธ์ออกมาเป็น A-Result ได้ดีกว่า

อันนี้คือเป้าหมายและวิธีคิดในการทำงานใหม่หมดของผมเลยครับ

แน่นอนว่ายังทำได้ไม่ทุกเรื่องในตอนนี้ และไม่ได้ง่าย — แต่พอเห็นแนวทางชัดแล้ว ก็รู้สึกว่าใช่. การที่งานยังไม่ดี ก็แปลว่า system ที่วางไว้ยังไม่ดีพอ — ไม่ใช่คนที่รันมันไม่เก่งพอ. แถมยังลด risk เรื่องต้อง fill-in เองเวลา A-Player ขาด หาไม่ได้ หรือลาออก ลงไปด้วย

รู้สึกมีความหวังขึ้นเยอะมากครับ

แล้วยังไงต่อ#

ทางทฤษฎีก็เคลียร์แล้วว่าควรอยู่ตรงไหน — แต่ในทางปฏิบัติ ถอยจาก Excellence ยากกว่าที่คิดเยอะครับ 555+

เพราะ operation มันไม่หยุดส่งสัญญาณเร่งด่วนเข้ามา. ลูกค้าโทรมา ปัญหาทีม IT system พัง — ทุกอันบอกว่า “ต้องแก้เดี๋ยวนี้” และคนที่แก้ได้ดีที่สุดก็คือผม. รู้ทั้งรู้ว่าควรอยู่ในที่ออกแบบ system แต่พอ fire จริงก็ยังลงไปดับเอง

Hendricks เรียกอันนี้ว่า Upper Limit Problem — เวลาเราพยายามเลื่อนไป Genius zone ตัวเองจะ self-sabotage กลับมา Excellence โดยอัตโนมัติ เพราะ Excellence มัน familiar ส่วน Genius zone มัน scary ทั้งที่จริงๆมันลื่นกว่า

ผมเลยยังอยู่ในช่วง transition — ค่อยๆลดงาน operation ลง วาง playbook เพิ่มขึ้น ฝึกใจให้ทนเห็น supporter ทำได้ช้ากว่าผม

bot ส่งต่อให้ทำเทสอื่น#

นอกจากในทางปฏิบัติที่ยังถอยไม่ขาด ผมยังสงสัยตัวเองอยู่ลึก ๆ ด้วย — แนวทางนี้มันจริงใช่ไหม ไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม ไม่ได้หาข้ออ้างให้ตัวเองขี้เกียจใช่ไหม

โดยเฉพาะเรื่องการบริหารพลังงานในแต่ละวัน — สไตล์ผมคือ “ทำตู้มให้เสร็จเป็นช่วง ๆ แล้วไปพัก ไปนอน ไปทำอย่างอื่น” ไม่ใช่สายวินัยคงเส้นคงวา ไม่ใช่สายมาราธอนทำงานต่อเนื่องสม่ำเสมอ — มันได้เหรอ มันเหมาะเหรอ หรือผมแค่ลำบากใจกับการทำงานแบบมีวินัยทั่วไป?

ผมเลยถาม bot — “รู้ได้ไงว่าผมไม่ได้คิดไปเอง ไม่ได้ขี้เกียจ. ผมทำงานสไตล์ตู้มแล้วพัก แทนสายวินัยมาราธอน — มันเหมาะกับผมจริง หรือผมแค่หาข้ออ้าง?”

bot ตอบกลับมา — “เป็นไปได้นะ. ลองทำแบบทดสอบตัวต่อไปดู — Human Design มันอธิบายเรื่อง ‘วิธีใช้พลังงาน’ ของแต่ละคนได้ละเอียด ที่ DISC, MBTI, WD, ZoG ทุกตัวก่อนหน้าตอบไม่ได้ น่าจะตอบคำถามนี้ได้ตรงสุด”

ผมเองไม่รู้จัก Human Design มาก่อนเหมือนกันครับ — แต่ก็ลอง คาอยู่นานแล้วเรื่อง energy

เลยกลายเป็นที่มาของตอน 5 ครับ


อ้างอิง#

  • Gay Hendricks, The Big Leap (2009) — original framework
  • Hendricks Institute — author’s organization
  • Note: ไม่มี peer-reviewed validity เหมือน Big Five — practical framework ในวงการ business coaching

Next → ตอนที่ 5 — ZoG บอกว่าเราควรอยู่ Genius zone (System Design) ไม่ใช่ Excellence (Operation). แต่ทำไมหลุดจาก operation ไม่ได้สักที พอมี fire ก็ยังลงไปดับเอง? bot เสนอ Human Design ที่อธิบายเรื่อง energy management โดยตรง → Human Design — Manifestor